สำนักบริหารกองทุน

ปฏิรูปบริการ สร้างคุณภาพชีวิต

Thursday
Jul 31st
Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Home หน้าหลัก ข่าวเกษตรกร

ข่าวเกษตรกร

พัฒนา ‘ไหมอีรี่’ เป็นไหมการค้าเพื่อการส่งออก - เกษตรทั่วไทย

( 0 Votes )
พัฒนา ‘ไหมอีรี่’ เป็นไหมการค้าเพื่อการส่งออก - เกษตรทั่วไทย

 

พัฒนา ‘ไหมอีรี่’ เป็นไหมการค้าเพื่อการส่งออก - เกษตรทั่วไทย
กรมหม่อนไหม มีนโยบายในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงไหมอีรี่เพื่อการค้ามากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เดินทางไปประชุมหารือและศึกษาดูงานการวิจัยด้านไหมและชา เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการ วิจัยตามข้อตกลงความร่วมมือด้านไหม ที่ประเทศอินเดีย ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
 (องค์การมหาชน) และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศอินเดีย (North East Institute of Science and Technology, (NEIST) เพื่อส่งเสริมงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศไทยและอินเดีย ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลงานวิจัยและนักวิจัยที่มีประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการร่วมกันส่งเสริมงานวิจัยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันที่จะใช้ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ในการพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจ เป็นต้น

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว จะนำไปสู่งานวิจัยพันธุ์ไหมป่าของประเทศเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ การวิจัย วิธีการปลูกพืชอาหารของไหมป่าและเทคนิคการเลี้ยงไหม การนำไหมป่ามาทำวิจัย เพื่อพัฒนาเส้นไหม และดีไซน์เส้นใย การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยไหมเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงการแปรรูปไหม และการพัฒนาไหมเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังจะเชิญนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงไหมอีรี่มาร่วมเป็นวิทยากรและประชุมหารือร่วมกับนักวิจัยด้านไหมของไทย  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และเทคโนโลยีต่าง ๆ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยด้านไหมต่อไป

ด้าน รศ.ดร.ศิวิลัย สิริมังครารัตน์ อาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนและทีมงานกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีการวิจัยและพัฒนาไหมป่าชนิดต่าง ๆ อาทิ ไหมอีรี่ ไหมทาร์ซา ไหมกินใบอะโวคาโด และไหมกินใบกระท้อน ซึ่งได้ศึกษาวิจัยอย่างครบวงจรในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะไหมอีรี่ ได้แก่ การเพาะเลี้ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การสร้างและพัฒนาเครื่องผลิตเส้นไหม การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ไหมอีรี่ให้มีขนาดใหญ่และทนร้อน สามารถอยู่รอดได้ดีต่อสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในระดับอุตสาหกรรมโรงงานทำเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออก (สปันซิลค์) ขณะนี้ตลาดมีความต้องการ รังไหม ตัวดักแด้และเส้นไหมอีรี่ เป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาเส้นไหมเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ราคา 550-750 บาท เป็น 1,800– 2,000 บาท นอกจากนี้ราคาของรังไหมก็เพิ่มสูงขึ้น  ด้วย จากเดิมกิโลกรัมละ 50 บาท เป็น 220-280 บาท ส่วนราคาดักแด้ปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

“จากการรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ในปี 2560 ทั่วโลกจะเกิดวิกฤติการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะแหล่งโปรตีน แมลงกินได้อย่างไหมอีรี่จึงมีข้อได้เปรียบมากกว่าโปรตีนจากแหล่งอื่น ๆ เนื่องจากเพาะเลี้ยงง่าย โตเร็ว และใช้พื้นที่น้อย อีกทั้งทางสหภาพยุโรป (EU) ก็ได้มีการสนับ สนุนให้มีการนำไหมอีรี่มาแปรรูปเป็นอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการขาดแคลนอาหารโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราจึงมีแนวทางที่จะร่วมมือกับกรมหม่อนไหม ในการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงและแปร รูปผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ให้มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน  ในระดับนานาชาติ และรองรับการเข้าสู่ประชา คมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)” รศ.ดร.ศิวิลัย กล่าว

จากคุณสมบัติและลักษณะที่โดดเด่นหลายประการของไหมอีรี่ จึงทำให้ได้รับความสนใจและความต้องการในปริมาณมาก ทั้งการผลิตในประเทศและส่งออก ดังนั้น ไหมอีรี่จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญและเป็นแมลงกินได้อีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ และกลายเป็นแมลงอุตสาหกรรมที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศไทย.

ที่มา :หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

http://www.xn--12ca3d5biba7bxo.com

 

วิถีเกษตร "ขวัญใจ แก้วหาวงศ์" ขยายผล "ทฤษฎีใหม่" สู่ชุมชน

( 0 Votes )
วิถีเกษตร

 

 

วิถีเกษตร "ขวัญใจ แก้วหาวงศ์" ขยายผล "ทฤษฎีใหม่" สู่ชุมชน

แม้จะจบแค่ ป.6 แต่เกษตรกรคนเก่งแห่งภูพานอย่าง "ลุงขวัญใจ แก้วหาวงศ์" วัยใกล้ 60 ปี หัวหน้าศูนย์เกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำห้วยปุ บ้านเหล่านกยูง ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร ก็ไม่เคยย่อท้อในการศึกษาหาความรู้เรื่องราวดีๆ ด้านการเกษตร ภายในศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในสวนเกษตรใกล้บ้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่ 20 ไร่เศษ ที่ปัจจุบันถูกแปลงเป็นสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ ประกอบด้วยพื้นที่นา 14 ไร่ สระน้ำ 2 ไร่ ไม้ผลและกล้วย 2 ไร่ ปลูกพืชผักต่างๆ หลังฤดูทำนา อาทิ แตงกวา ฟักทอง ถั่วฝักยาว 2 ไร่ ปลูกอ้อย 2 ไร่ เลี้ยงกบแม่พันธุ์ 200 ตัว เลี้ยงผึ้งชันโรงและเลี้ยงไก่พื้นเมือง เป็ดเทศและไก่ดำอีก 35 ตัว

 "แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้กันดารมาก ไม่มีน้ำ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น พอดีช่วงนั้นศูนย์ภูพานเขาเปิดอบรมงานด้านการเกษตรก็เลยไปลองดู ก็รู้สึกดีมากๆ มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนเลยนำมาทดลองทำที่บ้าน เริ่มจากการฟื้นฟูดิน นำพืชผักมาปลูก โดยยึดรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระองค์ท่าน เมื่อสงสัยหรือปัญหาอะไรก็สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ของศูนย์ถ้ามีเวลาก็เข้าไปดูของจริงที่ศูนย์เลย"


 ลุงขวัญใจ เผยที่มากว่าจะถึงวันนี้ ปัจจุบันสวนเกษตรแห่งนี้ทำรายได้ให้เจ้าของสวนไม่ต่ำกว่าวันละ 400-500 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 25,000-30,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและฤดูกาลให้ผลผลิตของพืชผักชนิดนั้นๆ ด้วย โดยเฉพาะอ้อย ขณะนี้ที่ลุงนำมาคั้นเป็นน้ำอ้อยสดตระเวนจำหน่ายไปทั่ว จ.สกลนคร สนนในราคาขวดละ 40 บาท โดยอ้อย 1 ลำจะคั้นได้น้ำ 1 ขวด ทั้งยังจำหน่ายท่อนพันธุ์อ้อยให้เกษตรกรที่สนใจอีกด้วย


 นับเป็นเกษตรกรต้นแบบแห่งภูพานในการนำความรู้แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่จากศูนย์ภูพานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในผืนที่ทำกินของตัวเอง จนวันนี้สวนเกษตรของลุงขวัญใจได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้คนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในที่ดินทำกินของตัวเองต่อไป 

"สุรัตน์ อัตตะ"

ที่มาจาก komchadluek.net

http://www.เกษตรกรรม.com/

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนระวังโรคปาก-เท้าเปื่อยระบาด ช่วงปลายฝนต้นหนาว

( 0 Votes )
ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนระวังโรคปาก-เท้าเปื่อยระบาด ช่วงปลายฝนต้นหนาว

 

ศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนระวังโรคปาก-เท้าเปื่อยระบาด ช่วงปลายฝนต้นหนาว
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.นายพจน์ภิรัตน์ เนียมจุ้ย ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศจังหวัดบุรีรัมย์เริ่มเปลี่ยนแปลงช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพอ่อนแอ เอื้อต่อการติดเชื้อโรคง่าย จึงได้ขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้เลี้ยง โค-กระบือ หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ ซึ่งปัจจุบันบุรีรัมย์มีประชากรโค อยู่กว่า 237,000 ตัว กระบือกว่า 89,000 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่ 23 อำเภอ ทั้งจังหวัด  โดยเกษตรกรควรดูแลคอกสัตว์ และโรงเรือนให้มิดชิดและอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่ให้มีสภาพชื้นแฉะ ให้สามารถรับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เริ่มเย็นลง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยง


                นายพจน์ภิรัตน์กล่าวว่า ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย และโรคคอบวมระบาดที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอได้ทุกแห่งให้ครบทุกตัว  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวด้วย

                ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ระดมเจ้าหน้าที่ออกฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือ ของเกษตรกรป้องกันโรคปาก เท้าเปื่อยและโรคคอบวมไปแล้วในทุกอำเภอ กว่า 80% จากจำนวนประชากรทั้งโค-กระบือ ในจังหวัดมีกว่า 346,400 ตัว ส่วนที่เหลื่ออีก 20% ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือเฝ้าระวัง หากพบว่า โค-กระบือ มีอาการป่วยผิดปกติ มีแผลตามริมฝีปาก กลีบเท้า น้ำลายไหล เซื่องซึม หรือป่วยตายผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ไม่ให้แพร่ขยายวงกว้าง

ที่มาจาก naewna.com

เจาะปัญหาระบบเกษตรกรไทย

( 0 Votes )
เจาะปัญหาระบบเกษตรกรไทย

 

 
เจาะปัญหาระบบเกษตรกรไทย
บทวิเคราะห์: เจาะปัญหาระบบเกษตรกรไทย 

ตอน ปัจจัยที่บั่นทอนอาชีพทางการเกษตร

นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงถือว่าภาคเกษตรกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ ที่สามารถทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ปัญหาการหวั่นวิตกต่อภาวะอาหารขาดแคลน ยิ่งทำให้ความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรมทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
แต่ในทางกลับกัน เกษตรกรถือเป็นอาชีพที่มีจำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลของ ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย พบว่า เมื่อปี 2532 มีจำนวนเกษตรกรอยู่ที่ร้อยละ 67 แต่กลับลดเหลือเพียงร้อยละ 40 ในปี 2552 โดยเกษตรกรภาคอีสาน มีจำนวนสัดส่วนสูงสุด เมื่อเทียบกับเกษตรกรภาคอื่นๆ คิดเป็น 47% ของประชากรในภาคเกษตรทั้งหมด รองลงมาคือภาคเหนือ 23% ภาคกลางและภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลการวิจัยแนวโน้มความต้องการแรงงานใน 5 ปีข้างหน้า (2553-2557) ของกองวิจัยตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงาน เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาพบว่า สาขาอาชีพที่คาดว่ามีความต้องการแรงงานมากใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.ผู้ปฏิบัติงานด้านการเพาะปลูกพืชไร่และพืชผัก 2.พนักงานขายสินค้าในร้านค้า 3.พนักงานสาธิตสินค้า 4.ผู้ปฏิบัติงานด้านการปลูกไม้ยืนต้นและผลไม้
โดยในภาคเกษตรกรรม คาดว่าจะมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น (ระหว่างปี 2553-2557) ประมาณ 14.2 ล้านคน 14.7 ล้านคน 15.2 ล้านคน 15.8 ล้านคน และ 16.3 ล้านคน ตามลำดับ โดยการเกษตร มีความต้องการมากที่สุด รองลงมา คือ ป่าไม้ และประมง
จะเห็นได้ว่าสัดส่วนความต้องการเข้าสู่ภาคการเกษตรมีจำนวนที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้น....แต่เหตุใดภาคเกษตรกรยังถือได้ว่ามีจำนวนประชากรที่น้อยลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี?? หากมองถึงอายุของผู้ทำอาชีพเกษตรกร พบว่ามีอายุเฉลี่ยที่ประมาณ 45 ปี นั่นหมายความว่า ผู้ที่ผันตัวเข้ามาทำอาชีพทางการเกษตรมีอายุเฉลี่ยนในการเริ่มต้นงานสูงกว่าอาชีพอื่นๆ หรือไม่????

เหตุใดผู้ที่หันมาทำอาชีพเกษตรกรรมจึงมีอายุเฉลี่ยสูง และอาชีพดังกล่าวกลับไม่เป็นที่นิยมมากนัก สำนักข่าวแห่งชาติ ประเมินว่า อาจเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ
1) จากวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาที่แรงงานบางส่วนถูกปลดออกจากงานทำให้ความต้องการผันตัวสู่อาชีพทางการเกษตรมีมากขึ้น อาชีพเกษตรกรรมจึงกลายเป็นอาชีพทางเลือก และเนื่องจากเกษตรกรรมต้องอาศัยแรงงาน ความอดทนในการทำงาน รวมถึงไม่มีรายได้ที่แน่นอนตายตัวอย่างอาชีพอื่นๆ
2) อาชีพเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่มีภาวะหนี้สินสูง ซึ่งอาจเป็นเหตุหนึ่งของการเป็นอาชีพทางเลือก โดยตัวเลขหนี้สินของเกษตรกรที่ทำการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 พบว่า เกษตรกรที่มีที่ดินและเช่าที่ดินทำกิน มีหนี้สินเฉลี่ย 107,230 บาท ส่วนเกษตรกรรับจ้าง มีหนี้สินเฉลี่ย 62,995 บาท หรือหมายความว่ามีจำนวนเกษตรกรที่มีภาระหนี้คิดเป็นร้อยละ 76.70 ของเกษตรกรทั้งหมด หากคำนวณโดยใช้ฐานข้อมูลดังกล่าว หนี้สินโดยรวมของครอบครัวเกษตรกรทั้งประเทศจะมีขนาดประมาณ 4.5 – 7.5 แสนล้านบาท
นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกองทุนฟื้นฟู ประมาณ 300,000 – 400,000 ราย มีมูลค่าหนี้มากกว่า 100,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีจำนวน 100,000 รายที่ที่ดินและทรัพย์สินกำลังจะถูกขายทอดตลาด กองทุนสามารถดำเนินการชำระหนี้สิน (ระหว่างปี 2549 – 31 มี.ค.2552) ได้เพียง 6,515 ราย หรือคิดเป็น 2% ของเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้น
ทั้งนี้พบว่า เมื่อเกษตรกรไม่สามารถชำระหนี้สินได้จะใช้วิธีการกู้ยืมเงินจากกลุ่ม องค์กร แล้วนำดอกเบี้ยไปชำระหนี้ธนาคารแทน และเมื่อได้รับอนุมัติเงินกู้รอบใหม่จากธนาคาร ก็จะนำเงินดังกล่าวส่วนหนึ่งไปชำระหนี้กลุ่ม องค์กร หนี้สินเกษตรกรจึงเพิ่มขึ้นกลายเป็นหนี้ที่ยากจะใช้คืนได้
3) ปัญหาจากการไม่มีที่ดินทำกิน จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่าเกษตรกร 59.73 ต้องเช่าที่ดินทำกิน โดยภาคเหนือ และภาคกลางถือครองที่ดินทำกินในสัดส่วนต่ำมาก เพียง 24.7% และ 30% ตามลำดับ ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้มีตัวเลขการถือครองที่ดินของตนเองใกล้เคียงกันคือ 46.97% และ 48.24% ตามลำดับ ขณะเดียวกันพบว่า ค่าเช่าที่ดินเพื่อการทำนาในหลายพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น 2-4 เท่าตัว ตั้งแต่ปลายปี 2550 จนถึงกลางปี 2551

นอกจากที่ดินทำกิน แหล่งน้ำยังถือเป็นปัจจัยสำคัญทางการเกษตรก็ถือเป็นอุปสรรคประการหนึ่ง เพราะจากการสำรวจพบว่า ครัวเรือนเกษตรเพียงร้อยละ 26.28 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในเขตชลประทาน โดยเขตชลประทานส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงจากราคาปุ๋ยเคมี ปัญหาสภาพฤดูกาล รวมถึงราคาของสินค้าทางการเกษตรที่ถูกกดโดยพ่อค้าคนกลาง และค่าขนส่ง เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องมีการมองถึงสภาพของปัญหาดังกล่าวในรูปแบบองค์รวมที่นอกเหนือจากการพยุงราคาทางการตลาด เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทย และส่งเสริมอาชีพที่เป็นปัจจัยสำคัญของประเทศในอนาคต

พิมพิดา โยธาสมุทร เรียบเรียง

ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ

ที่มา thainews.prd.go.th

การเลี้ยงไส้เดือน

( 0 Votes )
การเลี้ยงไส้เดือน

ไส้เดือน” (Earth worm) มีอยู่ในผืนดินทั่วไป ทำหน้าที่สร้างความอุดมสมบูรณ์สร้างอินทรียสารช่วยพรวนดิน จากคุณประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ส่งผลให้ปัจจุบันเกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาสนใจเลี้ยงเพื่อส่งขายสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋ากันมากขึ้น และที่ ชุมชนต้นแบบของการใช้เกษตรอินทรีย์บ้านไร่กองขิง ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นายเจริญ ธนันชัย กรรมการกลุ่มเกษตรกรบ้านไร่กองขิง บอกกับ “หลายชีวิต” เมื่อครั้งร่วมเดินทางไปกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ว่า ปัจจุบันทั่วโลกพบไส้เดือนประมาณ 4,400 ชนิด โดยแบ่งออกได้ตามลักษณะแหล่งที่อยู่อาศัยอย่าง บริเวณหน้าดิน ดินชั้นบน ที่มีความลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ดินชั้นล่าง ที่มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร

โดยการเคลื่อนที่ในดินของไส้เดือน ถือเป็นการพรวนดิน ทำให้เกิดช่องว่างเพิ่มปริมาณออกซิเจน และจากสภาพทั่วไปตามธรรมชาติ เราจะเห็นไส้เดือนจะอยู่ทั่วไปตามดินชุ่มชื้นร่วนซุย หากินอยู่ตามผิวดินและชอนไชไปตามซอกหลืบของเม็ดดิน ปกติมันจะกินเศษใบไม้และพืชผักเป็นอาหาร พักผ่อนกลางวันออกหากินกลางคืน มูลจากสัตว์เลื้อยคลานดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพได้อีกด้วย

 

จากคุณประโยชน์ดังกล่าว ชาวบ้านแถบนี้จึงเริ่มรวมกลุ่มเลี้ยงซึ่งขณะนี้ได้ประมาณ 4 เดือนแล้ว และเริ่มมีรายได้ ซึ่งการเลี้ยงก่อนที่จะนำไส้เดือนลงในบ่อดิน กลุ่มได้คิดค้นนวัตกรรม ที่ประยุกต์จากชั้นใส่ของพลาสติกที่ขายอยู่ทั่วไป มาทำเป็น “คอนโดฯไส้เดือน” โดยใส่ดินมูลวัวและเศษผักผลไม้ ให้เป็นแหล่งอาหารของไส้เดือน พร้อม ทั้งเจาะรูชั้นพลาสติกทุกชั้น ยกเว้นชั้นสุดท้าย จะไม่เจาะรู เพราะให้เป็นเหมือนสุขาหรือส้วมของไส้เดือน รองรับปัสสาวะและมูลของไส้เดือนนำไปกักเก็บเพื่อขายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อไส้เดือนอยู่คอนโดฯได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็จะถูกนำไปเลี้ยง ในบ่อซีเมนต์ โดยมีเศษผักเป็นอาหาร ถือเป็นการช่วยกำจัดขยะในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลทางวิชาการ ไส้เดือน 1,000 กว่าตัว สามารถช่วยย่อยขยะได้ประมาณ 1 กิโลกรัม ภายในระยะเวลา 3-4 วัน เรียกว่า เลี้ยงไส้เดือนอย่างเดียวได้ประโยชน์หลายต่อ อย่างที่เห็นชัดก็คือจะมีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยจะมาหาซื้อไส้เดือนเพื่อนำไปเลี้ยงต่อ เพื่อนำมูลหรือฉี่ของไส้เดือนไปผสมน้ำใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์รดต้นลำไย ตัวไส้เดือนยังส่งขายได้ในราคากิโลฯละ 500 บาท

“…ตอนนี้ ก็มีเกษตรกรมาขอซื้อไส้เดือนและมูลไส้เดือนอยู่เรื่อยๆ ถ้ากิจการดี กลุ่มก็อาจจะขยายการเลี้ยงไปในชุมชนต่อไป…”

เกษตรกรในพื้นที่อื่นที่สนใจการเลี้ยงไส้เดือนดิน กลุ่มเกษตรกรบ้านไร่กองขิง ไม่หวงวิชาติดต่อขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ที่กลุ่มเกษตรกรบ้านไร่กองขิง ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่

อนาคตไม่แน่หากเลี้ยงดีๆ อาจเป็นเศรษฐีไส้เดือนโดยไม่รู้ตัว.

เพ็ญพิชญา เตียว

http://news.enterfarm.com

ทดลอง

( 0 Votes )
ทดลอง

ระบายน้ำ 2 ​เขื่อน​ใหญ่! 'ประ​โยชน์' มากกว่า '​โทษ'

( 0 Votes )
ระบายน้ำ 2 ​เขื่อน​ใหญ่! 'ประ​โยชน์' มากกว่า '​โทษ'

 

ข่าวทั่ว​ไป หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- ศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2554 00:00:49 น.

 

หมาย​เหตุ : ​การ​ไฟฟ้าฝ่ายผลิต​แห่งประ​เทศ​ไทย (กฟผ.) ชี้​แจงข้อ​เท็จจริง ​เรื่อง ​การระบายน้ำของ​เขื่อนภูมิพล​และ​เขื่อนสิริกิติ์

 

1.​การบริหารจัด​การน้ำ​ใน​เขื่อนของ กฟผ.​ทำอย่าง​ไร

​เขื่อนของ​การ​ไฟฟ้าฝ่ายผลิต​แห่งประ​เทศ​ไทย (กฟผ.) ทุก​เขื่อน​เป็น​เขื่อนอ​เนกประสงค์ มีหน้าที่กัก​เ​ก็บน้ำ​ไว้​เพื่อ​ใช้ประ​โยชน์ด้าน​การ​เกษตรกรรม ​การอุป​โภคบริ​โภค ​การอุตสาหกรรม ​และ​การบรร​เทาอุทกภัย​เป็นหลัก ส่วน​การผลิตกระ​แส​ไฟฟ้า​เป็น​เพียงผลพลอย​ได้จาก​การปล่อยน้ำผ่าน​เครื่อง กำ​เนิด​ไฟฟ้าตามปริมาณ ​เพื่อ​การ​ใช้ประ​โยชน์ที่กล่าวข้างต้น

​ทั้งนี้ ​การบริหารจัด​การน้ำ​ใน​เขื่อนของ กฟผ. ตามหลัก​การจะควบคุม​ให้ระดับน้ำอยู่​ในกรอบของ "​เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ" (Rule  Curve) ​ซึ่งมีอยู่ 2 ​เกณฑ์ คือ "​เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง" (Lower  Rule  Curve) ​และ "​เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน" (Upper  Rule  Curve) ​โดย​ใน​การจัด​ทำ​เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำนั้น ​ได้นำปัจจัย​และข้อมูลของปริมาณน้ำ​ไหล​เข้าอ่าง​เ​ก็บน้ำ​และ​ความต้อง​ การ​ใช้น้ำของพื้นที่ท้าย​เขื่อน​ในรอบกว่า 30 ปีมาประกอบ​การจัด​ทำ ​ทั้งนี้ยัง​ได้​ทำ​การปรับปรุงตามสภาว​การณ์​เป็นระยะๆ

* ​เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง (Lower Rule Curve) จะ​ทำหน้าที่บอก​ให้ทราบว่า หาก​เ​ก็บน้ำ​ไว้ต่ำกว่าระดับนี้ จะมี​ความ​เสี่ยง​เรื่อง​การขาด​แคลนน้ำ​ในปีหน้า

* ​เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน (Upper  Rule  Curve) จะ​ทำหน้าที่บอก​ให้ทราบว่า หาก​เ​ก็บน้ำ​ไว้สูงกว่าระดับนี้จะมี​ความ​เสี่ยง​เรื่องน้ำล้น​เขื่อนจนอาจ ต้อง​เปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway)

 

Read more...

อ.ต.ก.บุกตลาด"ข้าว-ปุ๋ย-กล้ายาง" บูมแบรนด์ไทยดันข้าวถุงส่งออกจีน

( 0 Votes )
อ.ต.ก.บุกตลาด

 

อ.ต.ก.บุกตลาด"ข้าว-ปุ๋ย-กล้ายาง" บูมแบรนด์ไทยดันข้าวถุงส่งออกจีน ชูราคาเป็นธรรม
อ.ต.ก.ปั้นแบรนด์สินค้าเกษตร "ข้าว-ปุ๋ย-กล้ายาง" ปูพรมวางตลาดไตรมาส 4 ปีนี้ ส่งข้าวสารบรรจุถุงตีชิมลางต่างประเทศแห่งแรกในจีน ส่วนกล้ายางตั้งเป้าส่งถึงมือเกษตรกรภายใน 3 ปี 10ล้านต้น ชูจุดขายราคาเป็นธรรมอิงต้นทุน เมินราคาตลาด ส่วนโครงการรับจำนำข้าวรอลุ้นก่อนสิ้นก.พ.ปีหน้าได้ถึงเป้า 10 ล้านตัน
นายกมลวิศร์ แก้วแฝก รักษาการ ผู้อำนวยการและกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วางกลยุทธ์ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เตรียมนำผลิตภัณฑ์ สินค้าเกษตรใหม่แบรนด์ อ.ต.ก.ออกวางจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรกข้าวสารบรรจุถุง ขนาดถุงละ 2 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม เร่งขยายตลาดภายในประเทศ โดย วางจำหน่ายตามร้านโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศต้นปี 2555 จะเริ่มทำตลาดส่งออกข้าวไปวางจำหน่ายหลังจากปีนี้ข้าวสาร อ.ต.ก.ได้รับรางวัลจากหน่วยงานการเกษตรของรัฐบาลจีน ยอดการขายระยะเริ่มต้นอาจจะมีปริมาณน้อยหากจะหวังผลระยะยาวด้านการเผยแพร่และ
การสร้าง แบรนด์ไทยในต่างประเทศ
 

Read more...

ส่งออกเครียด ทั้งน้ำท่วม-หนี้ยุโรป

( 0 Votes )
ส่งออกเครียด ทั้งน้ำท่วม-หนี้ยุโรป

 ส่งออกเครียด ทั้งน้ำท่วม-หนี้ยุโรป
ผู้ส่งออกเครียด 2 ปัจจัยเสี่ยงกระทบโค้งสุดท้ายต่อเนื่องปีหน้า น้ำท่วมใหญ่ทำฟาร์มไก่ภาคเหนือ-กลางจมน้ำ ผลผลิตรวมหายกว่า 30% โรงงานอาหารจมน้ำ วัตถุดิบเสียหาย ขนส่งมีปัญหาข้าวจมบาดาล 4 ล้านตัน วิกฤติหนี้ยุโรป คู่ค้าแห่ต่อราคา ไก่แปรรูปขอลด 200 ดอลล์ต่อตัน จำนำข้าวราคาสูงพ่นพิษ โมเดิร์นเทรดหันซื้อข้าวหอมญวน-เขมรนางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกไก่แปรรูปรายใหญ่ไปสหภาพยุโรป(อียู) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางของไทยในเวลานี้ มีผลให้ฟาร์มไก่เนื้อรวมถึงไก่ไข่ในเขตจังหวัด พิษณุโลก นครสวรรค์ ลพบุรี อยุธยา
ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขัง รวมถึงไก่จมหายไปกับกระแสน้ำคิดเป็นสัดส่วน 20-30% ของผลผลิตรวมในแต่ละพื้นที่

Read more...
  • «
  •  Start 
  •  Prev 
  •  1 
  •  2 
  •  Next 
  •  End 
  • »
Page 1 of 2